นายณพน เจนธรรมนุกูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.สัมมากร (SAMCO) เปิดเผยว่า บริษัทปรับลยุทธ์การพัฒนาโครงการมาเป็นบ้านระดับ Luxury ที่ยังคงมีกำลังซื้อและความต้องการมากในปัจจุบัน โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการ PROVIDENCE LANE Ekkamai-Ramintra บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ 3 ชั้น บนทำเลเอกมัย-รามอินทรา มูลค่าโครงการกว่า 500 ล้านบาท เปิดพรีเซลล์วันที่ 9-10 ต.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการคิกออฟรุกตลาดบ้านหรูครั้งแรก ด้วยราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ บริษัท แอสเซท โปร กรุ๊ป จำกัด

“ต้องยอมรับว่าตอนนี้ตลาดมีการแข่งขันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ที่มีปัจจัยลบเข้ามาส่งผลกระทบ ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการต่างต้องหาวิธีเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของตนเองให้ยังดำเนินต่อไป สัมมากรก็เช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาเรามีการปรับตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาระบบภายในเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเท่าทันต่อความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านการพัฒนาโครงการและการทำแคมเปญตลาด ทั้งนี้จากการสำรวจความต้องการปัจจุบันเราเล็งเห็นว่าในบางเซกเมนต์ยังคงมีดีมานด์อยู่อย่างต่อเนื่อง”

นายกล้ายุทธ จินตนะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซท โปร กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเครือสิริมงคล และธุรกิจรถยนต์นำเข้าระดับพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์ Rabbit Auto Craft

ความร่วมมือกับ SAMCO พัฒนาโครงการ PROVIDENCE LANE Ekkamai-Ramintra นับเป็นการขยายตลาดมาสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของเรา โดยมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ SAMCO 51% และ แอสเซท โปร กรุ๊ป 49% โดยเชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์การดูแลลูกค้าระดับพรีเมี่ยมและกลุ่มนิชมาร์เก็ตของเรา ผนวกกับความเชี่ยวชาญของทีมงานสัมมากรในด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง จะสร้างความต่างที่ตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมายที่พวกเราวางไว้ รวมถึงสามารถสร้างความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้ากลุ่มนี้ และส่งผลให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

นายณพน กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าปีนี้รายได้จะเติบโต และจะพลิกมีกำไรสุทธิ จากปีก่อนที่มีรายได้ 3,416.94 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 64.19 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลายไปในทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น และจากสถานการณ์โควิด-19 ยังหนุนให้ผู้บริโภคหันมาซื้อบ้านแนวราบกันมากขึ้น

แม้ว่าที่ผ่านมายอมรับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีผลกระทบต่อบริษัท แต่จากการติดตามและประเมินผลกระทบต่างๆ ทำให้บริษัทได้ปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมขององค์กรและสินค้า ที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งภาพลักษณ์ ฟังก์ชั่น ดีไซน์ ให้มีความทันสมัย สามารถตอบโจทย์ความต้องการแต่ละเซกเมนต์ ของตลาด ส่งผลให้ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตไปในทิศทางบวก และยังคงมีเรียลดีมานด์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง